| วิวัฒนาการดำน้ำ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน |
| Written by ThaiScubaDive.com | |
| Wednesday, 02 July 2008 15:53 | |
|
ระยะแรกของการ ดำน้ำ จำกัดอยู่ในระดับความลึกไม่เกิน 100 ฟุต โดยเพื่อจะจับสัตว์น้ำ หาแร่ธาตุต่างๆ เก็บฟองน้ำ ปะการัง และไข่มุก จุดประสงค์เริ่มแรกที่มนุษย์ต้องการดำน้ำก็เพื่อจุดมุ่งหมายทางการทหารเป็นอันดับแรก และเพื่อการกู้ภัยเรือที่จมเป็นอันดับต่อมา และในที่สุดก็เพื่อที่จะขยายขอบเขตความรู้เพื่อการค้นคว้าหาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หลักฐานชิ้นแรกของการดำน้ำพบจากบันทึกของชนชาติกรีกโดย Herodotus ซึ่งเล่าว่า นักดำน้ำชื่อ Scyllis รับจ้างกษัตริย์จากเปอร์เซียทรงพระนามว่า Xerxes เพื่อที่จะหาทรัพย์สมบัติที่จมหายลงไปในทะเล ตั้งแต่เมื่อ 500 ปี ก่อนคริสตกาล จากนั้นเป็นต้นมาประวัติศาสตร์ได้บันทึกการดำน้ำไว้ ในรูปแบบของการสงคราม หน้าที่ของนักดำน้ำในเวลานั้นก็คือ การตัดสายสมอเรือของข้าศึกเพื่อให้เรือลอยจากไป หรือจากท้องเรือศัตรูให้จมลง ภารกิจอีกประการหนึ่งก็คือ การสร้างท่าเรือเพื่อป้องกันบ้านเมืองจากการโจมตีของศัตรูทางทะเล จากประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งบันทึกไว้ว่า กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ส่งนักดำน้ำลงไปทำลายเครื่องกีดขวางของชาวเมือง Tyre (ปัจจุบันคือ เลบานอน) เมื่อ 332 ปีก่อนคริสตกาล ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังได้ลงไปสำรวจผลงานด้วยพระองค์เองอีกด้วย
ได้มีกิจกรรมการกู้ซากเรือรอบๆ เมืองท่าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยช่วงต้นคริสตกาล ได้มีการจัดองค์กรมาเพื่อรองรับธุรกิจแขนงนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต่อมาได้ตราเป็นกฎหมาย ใช้บังคับให้มีการจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น ตามระดับความลึกของภารกิจที่กระทำลงไป โดยระยะความลึก 24 ฟุต นักดำน้ำจะได้รับค่าตอบแทน เป็นจำนวนเงินครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินที่นำขึ้นมาได้ ในระยะความลึก 12 ฟุต นักดำน้ำจะได้หนึ่งในสาม และที่ระดับ 3 ฟุต จะได้รับเพียงหนึ่งในสิบของทรัพย์สิน เทคนิคของการดำน้ำในยุคแรก บางอย่างยังถูกนำมาใช้อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ กล่าวคือ นักดำน้ำจะฝึกกลั้นหายใจตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อสร้างปริมาตรของปอดและความอดทนตลอดจนความมั่นใจ จากนั้นเมื่อปฏิบัติงานก็จะจับยึดหินก้อนใหญ่แล้วหย่อนตัวลงในน้ำ เพื่อให้ร่างกายลงไปลึกตามจุดที่ต้องการได้เร็วขึ้น บางทีก้อนหินจะเป็นรูปทรงลิ่ม ทำให้บังคับทิศทางไปสู่เป้าหมาย ที่เอวจะผูกเชือกซึ่งจะมีผู้ช่วยดึงจากผิวน้ำ เมื่อนักดำน้ำคว้าวัตถุที่ต้องการได้ ผู้ช่วยจะดึงเชือกขึ้นมาพร้อมกับวัตถุนั้น ระยะเวลาการกลั้นหายใจนี้ ปกติจะอยู่ในราว 1-2 นาที ซึ่งจะพอๆ กับการกลั้นหายใจบนบก ฉะนั้นในระยะความลึก 80-100 ฟุต นักดำน้ำที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดีจะสามารถทำงานได้โดยปราศจากปัญหา แม้ว่าจะเป็นงานที่ค่อนข้างหนักและออกแรงมากก็ตาม นักดำน้ำหลายคนยังสามารถทำลายสถิติ ในการกลั้นหายใจได้โดยวิธีนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการกลั้นหายใจเป็นเวลานานๆ ก็มีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดของนักดำน้ำก็คือ การมีอากาศหายใจเมื่ออยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะทำให้มนุษย์อยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น ความพยายามอย่างแรกที่จะมีอากาศหายใจคือการใช้ท่อยาวๆ ต่อลงไปใต้น้ำ ซึ่งควรจะทำให้อยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น แต่ไม่เหมาะเมื่อต้องทำงานใต้น้ำ การใช้ท่อหายใจจากผิวน้ำใช้ในทางทหารสำหรับยุทธวิธีที่จะเล็ดลอดเข้าไปสู่ที่มั่นของข้าศึก บุคคลที่ใช้วิธีการนี้มักจะไม่ใช่นักดำน้ำ แต่มักจะเป็นทหารซึ่งต้องการเพียงจะแฝงเร้นตัวเองเท่านั้น มองดูเพียงผิวเผิน การที่มีท่อหายใจที่ยาวขึ้นคงจะทำให้นักดำน้ำสามารถดำน้ำได้ลึกลงกว่าเดิม แต่ความเป็นจริงแล้วมนุษย์มีขั้นตอนในการใช้ถุงหนังสัตว์ล้อมศรีษะแล้วต่อท่อซึ่งปลายบนผูกติดกับทุ่นลอยเพื่อจะได้อากาศหายใจ แต่เท่าที่ปรากฏไม่เคยมีใครทำเช่นนั้นได้สำเร็จ จากการทดลองจากสถานการณ์จริง ปรากฏว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลแม้น้ำจะลึกเพียง 1 ฟุต เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะหายใจเอาอากาศจากผิวน้ำในระดับลึกกว่านั้นโดยใช้กลไกเพียงร่างกายมนุษย์เท่านั้น ในเมื่อในความลึกขณะนั้นน้ำมีแรงกระทำต่อร่างกายนักดำน้ำถึง 200 ปอนด์ ตรงบริเวณหน้าอก แรงกระทำอันนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับความลึกซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำน้ำ การหายใจใต้น้ำจะทำได้ต่อเมื่อสามารถหาแรงกระทำอื่นใดที่เหนือกว่าแรงกดดันของน้ำ หรือกำจัดแรงกดดันของน้ำให้หมดสิ้นไป มนุษย์จึงหายใจใต้น้ำได้ จากหลักฐานและเหตุผลในอดีต อุปกรณ์ดำน้ำในจินตนาการอาจจะดีเลิศในหลักการ แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานจริงๆ ได้ ยังมีความคิดที่จะใช้ถุงลมผูกติดไปกับตัวนักดำน้ำ ซึ่งเป็นความคิดดั้งเดิมย้อนหลังไปจนถึงศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล โดยชาว Assyrian ซึ่งมีบันทึกบนฝาผนัง แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ใช้ถุงที่เย็บจากหนังสัตว์เป็นถุงบรรจุอากาศลงไปใต้น้ำ อย่างไรก็ดีนักดำน้ำคนนี้คงเพียงแต่ใช้ถุงนี้เพียงสำหรับเป็นอุปกรณ์ช่วยพยุงตัวเหนือน้ำเท่านั้น เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายของนักดำน้ำคนนี้จะลงไปอยู่ใต้น้ำพร้อมกับถุงอันนี้
![]()
วิธีการดำน้ำที่เป็นไปได้มากอีกวิธีหนึ่งในสมัยกลาง คือ ราว ค.ศ.1240 โดย Roger Bacon ซึ่งได้อ้างอิงอุปกรณ์ที่จะทำให้มนุษย์เดินอยู่ใต้แม่น้ำหรือทะเลได้โดยไม่เป็นอันตราย ต่อมาในศตวรรษที่ 16-17 ได้มีบุคคลหลายกลุ่มพยายามออกแบบชุดประดาน้ำออกมาอีกมากมาย ซึ่งต่อมายังเป็นที่สงสัยว่าจะเป็นต้นแบบความคิดอันทำให้ Jules Veme นำมาเขียนเป็นนวนิยาย กล่าวถึงเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นจินตนาการที่กว้างไกลมาก แต่ขาดเหตุผลสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี การดำน้ำที่ประสบผลสำเร็จในยุคแรกๆ คือในราว ค.ศ.1500-1800 ซึ่งมนุษย์สามารถค้นคิดอุปกรณ์ ซึ่งสามารถทำให้นักดำน้ำอยู่ใต้น้ำได้นานนับชั่วโมง แทนที่จะเป็นนาทีดังเช่นแต่เดิม สิ่งนั้นคือ ระฆังดำน้ำ (Diving Bell) ;วัตถุรูประฆังซึ่งส่วนใต้เปิดออก มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก และแข็งแรง ได้ถูกสร้างขึ้นใช้งาน โดยการหย่อนลงในแนวดิ่งไปยังจุดที่ต้องการ ซึ่งวัตถุนี้สามารถเก็บกักอากาศสำหรับหายใจของนักดำน้ำได้หลายชั่วโมง หลักการของระฆังดำน้ำนี้ก็เช่นเดียวกับการคว่ำแก้วลงในอ่างน้ำ โดยอากาศจะถูกอัดด้วยน้ำถึงจุดหนึ่ง แต่ยังมีอากาศพอเพียงสำหรับการหายใจ ระฆังดำน้ำผูกแขวนอยู่กับเชือกจากเรือที่อยู่เหนือน้ำ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้โดยสะดวก นักดำน้ำก็ต้องอยู่เพียงภายในเท่านั้น จะออกมาได้ก็ต้องกลั้นหายใจ จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่ามีการดำน้ำอย่างได้ผลดียิ่ง คือในราวปี ค.ศ.1531 จนกระทั่งปี ค.ศ.1680 ชาวแมสซาซูเซทชื่อ William Phipps ได้ใช้เทคนิคของระฆังดำน้ำค้นหาสมบัติมูลค่า 200,000 ปอนด์ จากเรือของสเปนในทะเลแคริเบียน ในปี ค.ศ.1690 Edmund Halley นักดาราศาสตร์ชื่อก้องโลก ได้พัฒนาระฆังดำน้ำ โดยใช้ขนาดที่ใหญ่ขึ้น และใช้ถังอากาศขนาดใหญ่ ส่งอากาศจากผิวน้ำลงไปเติมอากาศให้ระฆังดำน้ำด้านล่าง ด้วยวิธีนี้เขาและผู้ช่วยอีก 4 คน สามารถอยู่ในระดับความลึก 60 ฟุต ใต้แม่น้ำเทมส์ได้เป็นเวลา 1.5 ชั่วโมง จากนั้นอีก 26 ปี เขาได้ใช้ระฆังดำน้ำรุ่นใหม่ ซึ่งปรับปรุงให้ดีขึ้น ดำลงไปที่ระดับ 66 ฟุต ได้นาน 4 ชั่วโมง ในเวลานั้นเขามีอายุถึง 65 ปีแล้ว
ในปี ค.ศ. 1866 Benoit Rouguayrol วิศวกรเหมืองแร่และ Auguste Denayrouze วิศวกรนาวี ได้ประดิษฐ์ถังอากาศยุคแรกขึ้น แม้ว่าจะไม่เหมือนถังอากาศเสียทีเดียว เพราะต้องใช้อากาศจากผิวน้ำลงไปช่วยเติมตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ดี เป็นการเริ่มใช้ "Demand Regular" ซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นของตัวควบคุมแรงดันอากาศ (regular) ในปัจจุบัน จากนั้นเป็นต้นมาก็มีนักประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ดำน้ำชนิดต่างๆ แปลกๆ กันออกมาหลายชิ้น จนกระทั่งในปี ค.ศ.1938 ได้มีชาวฝรั่งเศสผู้เป็นที่รู้จักแพร่หลายจนปัจจุบันนี้ ว่าเป็นบิดาแห่งวงการดำน้ำของโลก นั่นคือ Jacques-Yves Cousteau ได้ประดิษฐ์ อุปกรณ์ดำน้ำแบบระบบปิด (Close Circuit) ขึ้น แม้ว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เพราะอุปกรณ์สมัยนั้นไม่สมบูรณ์แบบ และมีอันตรายซึ่งมนุษย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่ง Cousteau เองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังพัฒนาระบบการส่งผ่านอากาศจากถังอากาศมายังมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น ในปี ค.ศ.1943 Cousteau และ Gagnan ได้ร่วมกันประดิษฐ์อุปกรณ์ชื่อ Aqualung เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า Aqualung ปฏิวัติรูปแบบการดำน้ำของโลก และได้ทดลองใช้โดย Frederic Dumas เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1943 โดยเขาลงไปได้ลึกถึง 203 ฟุต หลังจากปี ค.ศ.1948 Aqualung ได้ถูกผลิตขึ้นมาจำหน่ายเป็นการค้าครั้งแรก 12 ตัว โดย UCLA (University of California at Los Angeles) ได้ซื้อไปทดลองใช้นานกว่า 1 ปี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา การดำน้ำก็เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วโลก มีบุคคลหลายองค์กรในหลายประเทศ ได้ใช้อุปกรณ์ดำน้ำเพื่อการทหาร การพาณิชย์ และเพื่อการพักผ่อนยามว่าง เป็นจำนวนนับล้านคน สำหรับในประเทศไทยก็เริ่มกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักดำน้ำอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน และนับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ |
ในยุคแรกๆ ของการดำน้ำ
นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีการออกแบบชุดดำน้ำออกมาคล้ายๆ กับของ Lethbridge และได้ใช้ติดต่อกันมาอีกหลายปี แต่ถึงกระนั้นขอบเขตการทำงานก็ยังจำกัดอยู่เช่นเดียวกับระฆังดำน้ำ เนื่องจากการส่งผ่านอากาศทำได้ไม่สะดวก จนกระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้มีการส่งผ่านอากาศด้วยเครื่องดันอากาศกำลังดันสู่ง ผ่านลงไปให้นักดำน้ำ และนั้นคือการปฏิวัติรูปแบบของการดำน้ำจากระฆังดำน้ำมาสู่ ชุดดำน้ำ (Diving Suit) และ หมวกเหล็กดำน้ำ (Helmet) ซึ่งเริ่มต้นในราวศตวรรษที่ 18 การดำน้ำในช่วงระยะเวลานั้น ส่วนมากทำโดยการใช้หมวกเหล็กครอบศรีษะ แล้วปั๊มอากาศจากผิวน้ำลงไปเช่นเดียวกับการดำน้ำเพื่อทำงาน ในปัจจุบันชุดดำน้ำเหล่านี้พัฒนาขึ้นโดย August Siebe ในปี ค.ศ.1820 เขาได้ใช้หมวกเหล็กต่อเข้ากับชุดดำน้ำ และมีวาล์วปล่อยอากาศที่ไม่ต้องการจากหมวกเหล็ก อีกทั้งยังได้ประดิษฐ์ปั๊มอากาศให้มีแรงดันสูงส่งผ่านลงไปยังนักดำน้ำ ในระดับความลึกได้นานขึ้น และนั่นก็ทำให้เกิดผลทางสรีระของนักดำน้ำตามมาก็คือ โรคปวดตามข้อซึ่งเป็นที่มาของโรค"เบน" กว่าจะค้นหาสาเหตุของโรคนี้ได้ มนุษย์ยังใช้เวลาค้นหาอยู่อีก 50 ปีต่อมา โดย Sir Robert Boyle ซึ่งสังเกตจากการนำงูมาใส่ในครอบแก้วที่มีความกดดัน และได้มองเห็นฟองอากาศเกิดขึ้นที่ตาของงูตัวนั้น ในปี ค.ศ.1670 นั่นเอง โลก จึงได้รู้จักโรคซึ่งเกี่ยวกับความกดดันของอากาศ