Home แหล่งดำน้ำ แหล่งดำน้ำอื่นๆ จุดดำน้ำ ที่ปิด ไม่ให้ ดำน้ำ โดยเฉพาะ Scuba diving ในประเทศไทย Thursday, 23 February 2012
จุดดำน้ำ ที่ปิด ไม่ให้ ดำน้ำ โดยเฉพาะ Scuba diving ในประเทศไทย
Written by ThaiScubaDive.com   
Thursday, 20 January 2011 13:13

ด่วน! กรมอุทยานฯ ประกาศปิด จุดดำน้ำ ใน 7 อุทยานแห่งชาติ เพื่อฟื้นฟูปะการังฟอกขาว พร้อมใช้มาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว-ส่งเสริมจุดอื่นที่ไม่ใช่การ ดำน้ำ มีที่ สิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ ด้วย ตอนนี้ใครจะไป ดำน้ำ โดยเฉพาะ Scuba Diving ก็ต้อง Check ให้ดี ไม่งั้นก็ลองหาข้อมูล Diving Site อื่นๆทั้งในและนอก ประเทศไทย ไป

7 อุทยานแห่งชาติที่จะต้องงดกิจกรรม ดำน้ำ โดยเฉพาะ Scuba Diving ในประเทศไทย 

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2553 เพื่อให้ปะการังฟื้นตัว ประกอบด้วย

  1. หาดเจ้าไหม จ.ตรัง บริเวณเกาะเชือก
  2. หมู่เกาะเภตรา จ.สตูล บริเวณเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เกาะบุโหลนรังผึ้ง
  3. ตะรุเตา จ.สตูล บริเวณเกาะตะเกียง เกาะหินงาม เกาะราวี หาดทรายขาว เกาะดง
  4. หมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าว
  5. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี บริเวณแนวปะการังบริเวณหินกลาง
  6. หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา บริเวณอ่าวสุเทพ อ่าวไม้งาม เกาะสตอร์ค หินกอง อ่าวผักกาด และแนวปะการังหน้าที่ทำการอุทยาน
  7. หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา บริเวณอ่าวไฟแว๊ป และอีส ออฟ อีเด็น

 จุดดำน้ำ ประเทศไทย Scuba Diving Dive Thailand

ก่อน ดำน้ำ เช็คดูให้ดี 

วันที่ 20 ม.ค. 2553 นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้แถลงข่าวถึงการแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย ภายหลังการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า กรณีปะการังฟอกขาวเนื่องจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปรากฏการณ์โลกร้อน และสารเคมีจากที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ( ทช.) ได้เสนอให้ปิดอุทยานแห่งชาติทางทะเลบางแห่ง ซึ่งทางกรมอุทยานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะทะเลฝั่งอันดามัน เราต้องการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ดังนั้น หากปรากฏว่า พื้นที่ใดมีปะการังฟอกขาวเกินร้อยละ 70 ทางกรม ฯ จะปิดเฉพาะจุด โดยจะสั่งการทันทีในวันที่ 21 ม.ค. นี้ ถ้าสามารถสั่งการได้ทัน ห้ามดำน้ำ ห้ามจอดเรือ และถอดทุ่นจอดเรือ โดยวางทุ่นสีขาวห้ามเข้าแทน ซึ่งจะเป็นงานของเจ้าหน้าที่อุทยานนั้นๆ หากมีผู้ฝ่าฝืน จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดมาตรา 16 (18) ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ในอัตราโทษปรับ 1,000-10,000 บาท เป็นอัตราเดียวกับการห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าอุทยานแห่งชาติ และในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนเป็นบริษัทเอกชน ก็จะให้บริษัทนั้นติดแบล็คลิสต์ ซึ่งพื้นที่ที่ปิดนั้นจะมีนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าศึกษาพัฒนาการฟื้นฟู เช่น การเพาะปะการังตัวอ่อนเข้าแทนที่ การสร้างปะการังเทียมเพิ่ม  

นายสุนันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังใช้มาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว หรือ ส่งเสริมให้เที่ยวในจุดอื่นที่ไม่ใช่การดำน้ำ เช่น ชายหาด ภูเขา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอุทยาน เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจจับการลักลอบทำประมงในเขตอุทยานแห่งชาติ สำหรับการฟื้นฟูแนวปะการัง ต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการศึกษาเพื่อเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ การเกิดปะการังฟอกขาวครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงมาก ปะการังที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ปะการังเขากวาง และถ้าประเมินความเสียหายภาพรวมปะการัง ทั้งประเทศจากปรากฏการณ์นี้ พบว่า ปะการังเสียหาย เกินร้อยละ 50 การฟื้นฟูนั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลา 5 ปี ซึ่งอาจต้องเอาปะการังที่เพาะแล้วลงไปช่วยฟื้นฟูปะการังตามธรรมชาติด้วย

เมื่อถามว่ามีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด นายสุนันต์ กล่าวว่า เรื่องผลกระทบนั้น ตอนนี้ยังไม่มีการปิดอุทยาน จึงยังไม่มีการประเมินผลกระทบ และเราไม่ได้ปิดทั้งอุทยาน ปิดเฉพาะจุดล่อแหลม ซึ่งคงไม่ปิดยาวถึง 5 ปี เราควรเน้นควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่ดำน้ำดูปะการัง ควบคุมผู้ประกอบการไม่ให้ทำกิจกรรมที่กระทบต่อปะการังมากกว่า และ อาจต้องสำรวจเพิ่มพื้นที่แหล่งดำน้ำใหม่มารองรับด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าจุดไหนที่มีแนวโน้มเสี่ยงจะเกิดปะการังฟอกขาวเกินร้อยละ 50 ก็ต้องจับตาควบคุมด้วย

Last Updated ( Thursday, 20 January 2011 13:36 )